หน้าหลัก | รายชื่อผู้ช่วยเหลือ | พระพิมพ์พระเทพโลกอุดร | ระวังของปลอม | ร้านจำหน่ายสินค้า | ข่าวสาร | ประสบการณ์อภินิหาร | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา

มูลเหตุจูงใจในการสร้างพิพิธภัณฑ์

ข้าพเจ้า จะขอเล่านวนิยายเพื่อให้ท่านได้เกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนาน เป็นการเล่าประกอบเรื่องราวเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์เท่านั้นขอท่านโปรดอย่า ได้คิดเป็นอื่นเลย

นวนิยายเรื่องที่ 1 คำทำนายของพระธุดงค์

 

     ในท่ามกลางความเจ็บปวด อ่อนแรง และเหนื่อยล้า อาการเจ็บป่วยของท่านผู้นี้มีแต่จะกำเริบขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไปหาหมอรักษาโรคแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทย อาการก็ไม่ทุเลาลงเลย ในจิตใจมีแต่ความกังวล ต้องคอยบังคับจิตใจตัวเองเสมอว่า เราจะตายไม่ได้ เราจะตายไม่ได้ เพราะท่านผู้นี้มีความเป็นห่วงอะไรบางอย่าง ที่ตัวเองยังไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างให้เสร็จเรียบร้อยลงได้ น้ำตาก็ไหลรินลงมา

      จิตใจที่กำลังจะถ้อถอยอยู่นั้น ในเช้าของวันหนึ่งมีเพื่อนซึ่งคุ้นเคยรู้จักกันได้พาพระธุดงค์มาหาที่บ้าน บอกว่าได้พบท่านเดินธุดงค์อยู่แถวเขตอีสานใต้ ได้ไปทำบุญกับท่าน แล้วเกิดความเลื่อมใส และได้เล่าอาการเจ็บป่วยของเธอให้ท่านฟัง แล้วขอนิมนต์ท่านให้ช่วยไปรักษาให้ ท่านได้นิ่งพิจารณาอยู่สักครู่แล้วท่านก็รับนิมนต์ จึงได้พาท่านมาที่นี่

     พิธีการรักษาจึงเริ่มขึ้น ท่านได้สวดมนต์และทำพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อดวงชะตา หลังจากนั้นได้ทำน้ำพระพุทธมนต์รดให้ ผู้ป่วยได้เล่าให้ฟังว่าหลังจากท่านได้รดน้ำมนต์แล้วร่างกายกลับมีกำลังวังชาขึ้นมาก อาการลุ่มร้อนภายในกลับหายเป็นปกติ และพักฟื้นได้ 3 วัน ร่างกายก็หายเป็นปกติทุกอย่าง

     อาการ ป่วยได้หายแล้ว พระธุดงค์ก็ขอออกเดินทางกลับไปตามวิธีทางของท่านต่อไป ก่อนที่พระธุดงค์จะกลับนั้น ผู้หายป่วยได้สอบถามท่านว่าในยามนี้โยมมีความกังวลใจอยู่มากไม่รู้ว่าจะทำ อย่างไรดี ท่านได้นิ่งสักพักแล้วท่านก็ตอบว่า “ต่อ ไปในภายหน้าอีกไม่นานจะมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอายุยังน้อยจะเป็นผู้มารับสืบทอดจากโยมทั้งหมด และเขาผู้นี้จะเป็นผู้ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จลงได้” แล้วหลวงพ่อรู้เหรอว่าสิ่งที่โยมกังวลอยู่นั้นคืออะไร พระธุดงค์ตอบว่า “อาตมารู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร โยมไม่ต้องบอกหรอก” แล้วผู้หายป่วยก็ถามอีกว่า เด็กหนุ่มผู้นี้เหรอจะเป็นผู้มาสืบทอดและทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จลงได้ พระธุดงค์ตอบว่า “แล้วโยมคอยดูไป” พระธุดงค์เห็นว่าผู้หายป่วยดูเหมือนว่าจะไม่คอยเชื่อเท่าไรนัก ท่านจึงทำนายต่อไปอีกว่า “จากนี้ไปอีก 1 ปี โยมจะได้สามีใหม่ แต่เขาจะอยู่กับเราไม่นาน” ผู้หายป่วยเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็หัวเราะชอบใจ แล้วก็ไม่ค่อยเชื่อคำทำนายเท่าไรนัก เพราะเห็นว่าตัวเองก็อายุมากแล้วใครเขาจะมาอยู่ด้วย เมื่อได้สนธนาปราศัยอันควรแล้วพระธุดงค์ก็ลากลับไป เมื่อครบกำหนดหนึ่งปีสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจก็เกิดขึ้น ได้ พบกับชายผู้หนึ่งต่างก็เป็นหม้ายด้วยกันอายุพอๆกันทั้งคู่กลับมีใจให้ซึ่ง กันและกัน ผลสุดท้ายก็ได้มาอยู่ด้วยกัน แต่เมื่อได้มาอยู่กับชายผู้นี้แล้วชีวิตก็ไม่ค่อยราบเรียบเท่าไรนัก และก็อยู่ด้วยกันมาไม่กี่ปี่เขาก็ตายจากไป ผู้หายป่วยเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นนึกถึงพระธุดงค์เป็นอันมาก แล้วก็เร่งตามหาเด็กหนุ่มผู้สืบทอดตามคำทำนายของพระธุดงค์ และเมื่อได้พบกับเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งอายุยังน้อยเป็นที่ถูกใจผู้หายป่วย เป็นอันมากจึงได้โทรศัพท์ไปหาเพื่อนขอให้ไปสอบถามท่านด้วยว่าใช่เด็กผู้นี้ หรือไม่ เพื่อนบอกว่าตอนนี้ท่านไปจำศีลอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งแล้วจะไปสอบถามท่านให้ หลายวันต่อ มาเพื่อนได้โทรศัพท์มาบอกว่าได้ไปสอบถามแล้วท่านตอบว่าใช่เด็กผู้นี้เขาจะ เป็นผู้ที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จลงได้

     จาก วันนั้นถึงวันนี้ผู้หายป่วยกับเด็กหนุ่มผู้นั้นได้รู้จักกันมา 20 ปี และบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จลงอย่างเรียบร้อย

นวนิยายเรื่องที่ 2 ได้รับกรรม

     ผู้สืบทอดเล่าให้ฟังว่า ในช่วงของชีวิตตอนหนึ่งขณะที่เรียนมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะพบกับผู้ครอบครอง เกิดอาการลุ่มร้อนทั้งกายและใจ นั่งก็ไม่ได้ , นอนก็ไม่ได้ , ยืนก็ไม่ได้ มีแต่ความลุ่มร้อน ไม่มีความสุขเลย ในเวลาค่ำคืน ทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นจะต้องเห็นผู้ที่นุ่งดำห่มดำ และผู้ที่นุ่งขาวห่มขาว นั่งสมาธิอยู่ที่ปลายท้าวทุกครั้ง และเป็นเช่นนี้อยู่เป็นเวลาหลายเดือน เวลาหลับก็จะฝันเห็นอะไรแปลกๆสุดที่จะบรรบาย

     ในเช้าของวันหนึ่ง ได้ไปบ้านผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่ง ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั้นลูกสาวของท่านผู้ใหญ่ท่านนี้ ทำอาการสดุ้งตกใจ มองหน้าผู้สืบทอดแล้วพูดว่า เราเห็นลำแสงสีขาววิ่งมาจากบนท้องฟ้าแล้วพุ่งเข้าใปที่กลางหน้าผากเธอ มหรรศจรรย์มาก จากนั้นมาผู้สืบทอดมีอาการเหมือนว่ามีเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ที่กลางหน้าผาก ตลอดเวลา

     ใน เย็นของวันหนึ่งในขณะที่พูดคุยอยู่กับแม่เพียง 2 คน เปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ที่กลางหน้าผากมีอาการรุนแรงมาก และทำให้ตัวลอยสูงขึ้นจากพื้นประมาณ 2 ศอก แล้วเอาก้นกระแทกกับพื้นพร้อมกับเอามือตบที่พื้นบ้าน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ติดต่อกัน 3 ครั้ง บ้านไม้เหมือนจะโยกไปทั้งหลัง ในขณะนั้นมีความรู้สึกว่าภายในร่างกายมีพลังมหาศาลที่สามารถเอาฝ่ามือตบ ภูเขาลูกใด ภูเขาลูกนั้นก็จะแหลกเป็นผุยผง แล้วเสียงนั้นก็เปลี่ยนไป และพูดขึ้นว่า “อดีตชาติ นานมาแล้วร่างนี้เคยเกิดเป็นลูกชายเรา บำเพ็ญบารมีมาด้วยกัน เราเป็นห่วง ชีวิตที่เขาได้รับความเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ เป็นเพราะผลกรรมที่เขาได้ทำไว้ เนื่องจากในอดีตชาติก่อนหน้านั้น เขาได้ฆ่าคนไว้มากมายนัก แต่ก็ยังดีที่เป็นการฆ่าคนเพื่อรักษาบ้านเมือง กรรมนั้นจึงเบาบางลง และคนที่ถูกฆ่านั้นเขามีพ่อ มีแม่ มีลูก มีเมีย และมีคนที่เขารักและห่วงใย เมื่อเขาเหล่านี้มีความเศร้าโศกเสียใจ มันจึงกลายเป็นกรรมที่นำพามาในขณะนี้ และอีกไม่นานเราจะมารับลูกเราไปแล้วนะ สำหรับเรานั้นมาจาก .............................. บำเพ็ญบารมีอยู่ที่ ............................... มีชื่อว่า ...................................... ซึ่งบุคคลทั่วไปจะรู้จักเราในนาม ....................................... เราไปก่อน” แล้วความรู้สึกก็กลับคืนมา

นวนิยายเรื่องที่ 3 ได้รับพรจากพระพรหม

     นวนิยายเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอสมมุติชื่อตัวละครของเรื่องนี้โดยตั้งชื่อว่า “คำนึง” เพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินใจมากขึ้น

     ในค่ำคืนหนึ่งหลังจากผู้สืบทอดไหว้พระสวดมนต์และเข้านอนแล้ว ได้เกิดนิมิตรเห็น ร่างหนึ่งเหาะลงมาจากท้องฟ้าและเข้าสวมร่างผู้สืบทอดทันที แล้วเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ในขณะที่เหาะผ่านขึ้นไปนั้น ได้เห็นองค์เทพ เทวดา รวมทั้งเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือเซียนต่างๆที่ขาวจีนเคารพนับถือ แต่ก็ยังเหาะทยานขึ้นไปเรื่อยๆไม่มีท่าทีว่าจะหยุด จนไปถึงวิมานของท่านผู้หนึ่ง สวยสดงดงามมาก เป็นวิมาณทองประดับด้วยแก้วอัญมณี แล้วก็หยุดลง ณ ที่วิมาณนั้น จากนั้นก็เดินเพื่อจะเข้าไปในวิมาน ได้แลเห็นเทพองค์หนี่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านซ้ายมือทางเข้าประตูและหันหน้า ออกมา พร้อมกับมีเทพชั้นผู้น้อยนั่งพับเพียบพนมมือรอฟังคำสั่งจากเทพผู้เป็นหัว หน้า พอผู้สืบทอดเดินไปใกล้จะถึงประตู เทพผู้เป็นหัวหน้าได้แลเห็นก็เกิดอาการตกใจรีบลงจากเก้าอี้แล้วคุกเข่าพนม มือ ส่วนเทพชั้นผู้น้อย เมื่อเห็นเทพชั้นผู้ใหญ่คุกเข่าพนมมือ จึงหันหน้ามามองพร้อมกัน เมื่อเห็นผู้สืบทอดแล้ว ก็เกิดอาการตกใจเช่นกัน จึงหมอบลงกับพื้นแล้วพนมมือ

     เมื่อ ผู้สืบทอดเดินผ่านประตูเข้าไปในวิมาณแล้ว ได้เห็นท่านผู้หนึ่งนั่งอยู่บนที่ประทับกลางห้องมีกายเหมือนดั่งทองคำ ใบหน้ารูปไข่ สง่างาม เครื่องทรงเป็นทองคำประดับด้วยอัญมณีสวยงามยิ่งนัก เมื่อเข้าไปถึงจึงเดินไปหยุดตรงหน้าท่าน แล้วจิตจึงรับรู้ได้ทันทีว่าท่านผู้นี้คือ ท้าวมหาพรหมธาดาธิบดีผู้เป็นใหญ่แห่งชั้นพรหม ท่านจึงยิ้มให้แล้วตรัสว่า “คำนึง สร้างบารมีนะ คำนึง สร้างบารมีนะ” ท่านได้ตรัสย้ำ 2 ครั้ง แล้วแบมือประทานพรให้ ผู้สืบทอดจึงเอามือไปสัมผัสที่มือท่านแล้วกระแสที่มือท่านแผ่ซ่านเข้าไปถึง ใจ จากนั้นท่านจึงตรัสต่อไปอีกว่า “ยังมีอีกท่านผู้หนึ่งรออยู่ในห้องนั้นนะ” แล้วชี้ไปที่ห้องนั้น ผู้สืบทอดจึงเดินไปเปิดประตูห้องเข้าไปภายใน เห็นท่านผู้หนึ่งมีกายสีเขียวมรกต นั่งอยู่บนที่ประทับกลางห้อง เครื่องทรงเครื่องประดับเป็นมรกตทั้งหมด แล้วจิตจึงรับรู้ได้ทันทีว่าท่านผู้นี้คือ องค์อินทราธิราช แล้วท่านที่สวมร่างผู้สืบทอดพาขึ้นไปนั้น ก็ได้ถอดร่างออกจากผู้สืบทอดขึ้นสู่ท้องฟ้าไป ความรู้สึกของผู้สืบทอดได้กลับคืนมา ได้เห็นแสงสว่างภายในห้องนั้นสว่างไสวมาก แล้วรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทันที

นวนิยายเรื่องที่ 4 ได้รับพระเมตตา

     นวนิยายเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอสมมุติชื่อตัวละครของเรื่องนี้โดยตั้งชื่อว่า “คำนึง ม่วงนาคำ” เช่นเดียวกันเพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้น

     ในช่วงต้นปี 2553 การปฏิบัติหน้าที่ได้ผ่านมาแล้วในหลายจังหวัด สุขบ้างทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป เป็น บทเรียนชีวิตที่สอนให้เรารู้จักตัวเรามากยิ่งขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของชนพื้นบ้านในแต่ละแห่ง เป็นภาพที่มองสท้อนถึงความแตกต่างวิถีความเป็นอยู่ระหว่างชนพื้นเมืองและชน พื้นบ้านอย่างแท้จริง พวกเขาเหล่านี้หากเลือกที่จะเกิดได้ก็คงจะขอไปเกิดในพื้นที่ที่มีความเจริญ ที่มีแต่ความสดวกความสบาย ที่พวกเขาคิดว่าสถานที่แบบนั้นจะเป็นสถานที่ที่มีแต่ความสุข สำหรับเราที่ผ่านชีวิตในเมืองจนถึงขณะนี้ เรากลับแสวงหาความเป็นธรรมชาติ ความเงียบสงบที่ปราศจากความวุ่นวาย ที่ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับบุคคลอื่นมากนัก แต่ในยามนี้ก็เป็นได้แต่เพียงความฝันเท่านั้น

     ใน เช้าวันหนึ่งขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เพลอพูดออกไปว่าเราได้นิมิตรเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิต่างๆมามากมายนัก แต่เหตุใดเราไม่เคยได้นิมิตรเห็นองค์พระพิฆเนศเลย

     ในค่ำคืนหนึ่งที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากผู้สืบทอดได้ปฏิบัติสมาธิ ภาวนาพอสมควรแล้ว เข้านอนตามปกติ ได้เกิดนิมิตรไปปรากฏตัว ณ ที่สถานแห่งหนึ่ง เป็นวิหารรูปทรงของประเทศอินเดีย ด้านหน้ามีเสาตั้งอยู่หลายต้น ปลายเสามีรูปทรงเป็นรูปดอกบัวตูมประดับอยู่ และได้แลเห็นผู้คนมาจากทั่วทุกสารทิศเป็นหมื่นๆเป็นแสนๆคน ต่างก็มายืนรออยู่ด้านหน้าของวิหารนั้น ซึ่งมีเทพเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปเป็นอันขาด แต่เทพก็ยังให้รออยู่เช่นนั้น ไม่ทราบว่าให้รออะไรอยู่ ในขณะนั้นผู้สืบทอดได้นุ่งขาวห่มขาวเดินไปถึงจึงได้สอบถามเทพองค์นั้นว่า “ผู้คนมายืนรออยู่ที่หน้าวิหารนี้เขามาเพื่อประสงค์อะไรทำไมถึงมากมายนัก” เทพองค์นั้นบอกว่า “ผู้ คนเหล่านี้มีความประสงค์ที่จะขออัญเชิญพระพิฆเนศไปอยู่กับพวกเขา แต่พระพิฆเนศท่านยังไม่มีบัญชาลงมา ท่านบอกว่าเรากำลังรอบุคคลผู้หนึ่งอยู่” แล้วเทพองค์นั้นก็ได้เดินเข้าไปภายในวิหารซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นที่ประทับ ของพระพิฆเนศ เมื่อเข้าไปได้สักครู่ ก็เดินออกมาพร้อมกับถือราชโองการเดินออกมา แล้วก็มาหยุดยืนอยู่ตรงกลางประตูที่หน้าวิหารนั้นพร้อมกับเทพอีกหลายองค์ ในขณะนั้นผู้คนต่างๆหยุดนิ่งทั้งหมดแล้วรอฟังราชโองการนั้น เทพก็เปิดราชโองการซึ่งเป็นผ้าสีขาวนั้น แล้วพูดว่า “บุคคลผู้ที่พระพิฆเนศจะไปอยู่ด้วยนั้น คือ คำนึง ม่วงนาคำ” เมื่อผู้สืบทอดได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจและดีใจในขณะเดียวกัน แล้วเทพองค์นั้นก็หงายราชโองการ ให้ทุกๆคนได้เห็น ผู้สืบทอดได้เห็นเช่นกันเป็นชื่อและนามสกุลของผู้สืบทอดจริงๆ แล้วความรู้สึกก็ได้กลับคืนมาสู่บนที่นอนอีกครั้ง

นวนิยายเรื่องที่ 5 อธิฐานจิต

     ในวันหนึ่งผู้สืบทอดได้จุดธูปเทียนสวดมนต์บูชาองค์พระเทพโลกอุดร ได้ตั้งจิตอธิฐานต่อท่านไว้ว่า “ข้าพเจ้า มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์พระเทพโลกอุดร ซึ่งจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นวิหารพระบรมสารีริกธาตุ อีกส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์พระเทพโลกอุดร และส่วนของพิพิธภัณฑ์จะประกอบด้วย 1.วิหารพระเทพโลกอุดร 2.วิหารหลวงปู่ทวด 3.วิหารสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) 4.วิหารพระพิฆเนศ 5.อาศรมบรมครูมหาฤาษีทั้ง 108 ตน และข้าพเจ้าจะสร้างให้ยิ่งใหญ่ไพศาลจะไม่แพ้สถานที่แห่งใดในโลกนี้ ขอบารมีหลวงปู่พระเทพโลกอุดร โปรดเมตตาให้ข้าพเจ้าทำให้สำเร็จโดยรวดเร็วและเร็ววันนี้ด้วยเทอด และขอ หลวงปู่พระเทพโลกอุดร กำหนดสถานที่ที่จะจัดสร้างด้วยว่าสถานที่แห่งใดเมื่อสร้างพิพิธภัณฑ์แล้วจะ เป็นสถานที่ที่ดีที่สุด ยั่งยืนที่สุด และไม่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในภายหน้า เพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่หลวงปู่และสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายจะ ได้ลงมาโปรดผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อให้เขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม” ความตั้งใจในการสร้างพิพิธภัณฑ์ได้เกิดขึ้นในใจเสมอ ทุกวันที่ผ่านมาต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับสิ่งที่ตั้งใจทั้งหมด และบ่อยครั้งก็ต้องสละความสุขส่วนตัวเพื่อการเหล่านี้โดยตรง และบ่อยครั้งก็ท้อถอยแต่ผู้ครอบครองเดิมก็คอยให้กำลังใจตลอด เพราะท่านไม่ไว้ใจคนอื่นและก็พูดให้ฟังเสมอว่าต่อให้บุคคลอื่นเอาเงินมากอง ไว้ตรงหน้า เราก็จะไม่ให้ใคร เพราะสิ่งที่ผู้สืบทอดตั้งใจนั้นจะมีประโยชน์มหาศาล เราอยากจะเห็นวันที่ผู้สืบทอดทำสำเร็จ เมื่อสำเร็จแล้วเราก็จะไม่เป็นห่วงอะไรอีก จนมาถึงวันที่ผู้สืบทอดได้ขึ้นไปรับพระเมตตาจากองค์พระพิฆเนศ จึงรู้ว่าความตั้งใจนี้จะต้องทำได้สำเร็จลุล่วงไปได้ดีอย่างแน่นอน เพราะเหตุว่าท่านคือ “เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ”

เข้าชม : 5,658

หน้าหลัก | มูลเหตุจูงใจในการสร้างพิพิธภัณฑ์ | วัตถุประสงค์ในการสร้างพิพิธภัณฑ์ | แผนที่พิพิธภัณฑ์ | ประวัติพระเทพโลกอุดร | ประวัติในการสร้างพระ | มนต์บูชาพระเทพโลกอุดร

ข่าวสารจากพิพิธภัณฑ์ | เรื่องเล่าประสบการณ์อภินิหาร | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา

พิพิธภัณฑ์พระเทพโลกอุดร All rights reserved.

Design By : krusiam.com | hua-hinbeach.com